วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การปลูกถั่วงอก

ถั่วงอกที่ปลอดจากสารฟอกขาว ก็ต้องเพาะกินเอง ทำได้ง่ายๆ
ดังนี้ครับ...

วิธีทำ

1. อุปกรณ์ที่ใช้

- ถุงดำหรือถุงสีทึบๆ
- ตะกร้าพลาติกหรือกระจาด อะไรก้ได้ที่ระบายน้ำได้
- ตะแกรงพลาสติก ได้จากร้านขายอุปกรณ์การเกษตร
  ไ่ม่มี หาอะไรที่เป็น รูๆ แทนก็ไม่มีปัญหาครับ หรือไม่มีเลยก็ข้ามไป
- กระสอบ ใครไม่มีหาผ้าที่อุ้มน้ำได้แทนครับ
- ขาดไม่ได้ ก็ พระเอกของงาน ถั่วเขียว

วิธีเพาะถั่วงอก
แช่ถั่วเขียว ในน้ำร้อน1ส่วน + น้ำธรรมดา3ส่วน ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
(แช่น้ำธรรมดาก็ได้ครับข้างบนให้ไว้สำหรับท่านที่ใจร้อน)
ตัดก้นถุงดำเพื่อให้ระบายน้ำได้
ตัดกระสอบ กับ ตะแกรงให้ได้ขนาดตะกร้า
แช่กระสอบในน้ำ .  ลงมือทำรองกระสอบใต้ก้นตะกร้า ถ้ามีมากให้รองหลายๆ แผ่น
จะได้อุ้มน้ำ ถั่วงอกชอบน้ำมากครับ
ตามด้วยตะแกรง (ไม่มีก็ข้ามเลยครับ)

ตามด้วยถั่วเขียวให้แน่นๆ มากๆ
เสร็จชั้นแรก

ทำชั้นที่สอง และสาม ตามลำดับ

กระสอบ/ตะแกรง/ถั่วเขียว

ทำเป็นชั้น ประมาณ 3 หรือ 4 ชั้นก็ได้ครับอย่าพยายามให้เกินนี้ ไม่งั้นมันจะเน่าได้

พอเสร็จ ปิดทับด้วยกระสอบอีกที
รดน้ำให้ชุ่ม

จับใส่ถุงดำเลยครับยิ่งมืดยิ่งดี ถั่วโตไว ขาวด้วย


ตั้งไว้ที่มืด หรือทึบแสง เปิดถุงรดน้ำบ่อยๆ (ไม่ต้องเอาตะกร้าออกมานะครับ)


ถ้าี่ต้องการต้นอวบๆ ยาวๆ
เคล็ดลับคือ
ตั้งแต่วันที่สอง
ให้ท่านจัดการถ่วงน้ำ
ถั่วงอกจะ ทั้งยาว ทั้งอวบเลยครับ

ตามรูปเลย


พอวันที่สามก้ได้เวลา เปิดดูได้

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ที่เวียดนาม

การปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย วิธีนี้เป็นงานทดลองของ ดร.ฮุง กับหุ้นส่วนของท่าน โดยปกติแล้วเกษตรกรจะตัดต้นกล้วยทิ้งทุกครั้งที่ตัดเครือกล้วยที่แก่แล้วออก แต่ ดร.ฮุง เห็นว่าเป็นการสูญเสียไปเปล่าๆ โดยที่ไม่ได้อะไร ดังนั้น เมื่อตัดเครือกล้วยแล้ว (จะเป็นกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยอะไรก็ได้) ท่านจึงได้เจาะรูที่ต้นกล้วยในลักษณะทแยงลงไป ให้รูมีขนาดเท่ากับแท่งดินที่ยึดรากต้นกล้าที่ย้ายมาจากกระบะเพาะ จากนั้นจึงเอาต้นกล้า (ผักสลัด) ยัดใส่ลงไปในรูของต้นกล้วยที่เจาะไว้ โดยจำนวนรูที่จะเจาะหรือจำนวนผักที่จะปลูกมากหรือน้อย ไม่สามารถบอกได้ ท่านให้ดูขนาดของต้นกล้วยว่าใหญ่หรือเล็ก จากนั้นก็ไม่ต้องรดน้ำให้ผักที่ปลูก หรือรดน้ำให้ต้นกล้วยแต่อย่างใด จะทำเพียงอย่างเดียวคือ คอยค้ำยันไม่ให้ต้นกล้วยล้มเท่านั้น 


    หลังจากนั้น ประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก) ก็เก็บเกี่ยวผักไปขายได้เลย ท่านบอกว่าผักสลัดที่ท่านทดลองปลูกมีรสชาติดีมาก หวาน และกรอบ ใบเป็นเงางาม ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นกล้วยมีธาตุโพแทสเซียมสูงนั่นเอง วิธีนี้เกษตรกรท่านใดจะเอาไปทดลองปลูกก็ได้ แต่อายุผักที่ปลูกไม่ควรจะยาวนานเกิน 40 วัน เพราะต้นกล้วยจะโทรมและเหี่ยวแห้งตายเสียก่อน ผักที่ปลูกควรเป็นผักกินใบที่ไม่ต้องการแสงแดดที่แรงมากนัก เพราะใบของกล้วยจะช่วยพรางแสงแดดได้บางส่วน


การเพาะต้นกล้าเตรียมปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วยที่เวียดนาม

       ผู้เขียนได้ไปศึกษาดูงานด้านการปลูกผักเมืองหนาวตามมาตรฐาน UREPGAP ที่เมืองดาลัต จังหวัดลามด่ง และตลาดกลางสินค้าเกษตรเบิ่นดินห์ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ในโอกาสที่ไปเยี่ยมชมการปลูกพืชผักเมืองหนาวที่ "ออการ์นิคฟาร์ม" (Organik farm) ของ ดร.เหวียน บา ฮุง (Dr.Nguyen Ba Hung) ซึ่งเป็นผู้ปลูกผักที่ได้มาตรฐาน ตามมาตรฐานของยุโรปเพียงรายเดียวในประเทศเวียดนาม คณะของเราได้รับความรู้จาก ดร.ฮุง เป็นอันมาก

    ดร.ฮุง สำเร็จการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และมีความสนใจทางด้านการเกษตรมาก เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ไม่ยอมไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย หันมายึดอาชีพเป็นเกษตรกรเสียเอง ทั้งนี้ เพราะท่านมีความรักและสนใจอาชีพการเกษตร ประกอบกับท่านอยากจะช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้องของท่านที่ยังยากจนและขาดความรู้ทางด้านการพัฒนาเกษตรแผนใหม่ เพื่อพัฒนาให้ทันต่อสถานการณ์ของโลก ท่านได้พัฒนาฟาร์มของท่านเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรรอบๆ ฟาร์ม โดยเริ่มพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่และหาได้ในท้องถิ่น แม้แต่โครงของโรงเรือนปลูกผักก็ทำด้วยไม้ไผ่ แต่ท่านก็สามารถได้มาตรฐาน UREPGAP ท่านเพาะปลูกพืชผัก ทั้งผักกินใบและผักกินผล รวมทั้งสิ้น 89 ชนิด โดยเน้นพืชผักที่เก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุน้อยๆ และพืชผักที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่า "เบบี้" (baby vegetable) มีเกษตรกรที่อยู่ในเครือ (Contract farmer) ของท่าน จำนวน 12 ครอบครัว โดยแต่ละครอบครัวมีพื้นที่เพาะปลูกผัก ครอบครัวละ 2 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12 ไร่เศษ ผลิตผักต่างๆ ได้สัปดาห์ละ 5 ตัน เมล็ดพันธุ์ผักส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทางยุโรป เช่น ฮอลแลนด์ และฝรั่งเศส เป็นต้น
เมื่อเมล็ดพันธุ์ดีต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงมีราคาแพงมากอย่างชนิดที่เรียกว่า นับเมล็ดขาย ดังนั้น ดร.ฮุง และเกษตรกรเวียดนามทั่วไปในเมืองดาลัต จึงใช้เมล็ดพันธุ์อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้วิธีการตกกล้าลงในกระบะเพาะที่เป็นหลุม หลุมละ 1 เมล็ด แตกต่างจากเกษตรกรไทยของเรามาก แม้จะรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาแพงแต่กลับไม่สนใจแก้ปัญหา ยังคงใช้วิธีเพาะเมล็ดพันธุ์โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงกล้า ซึ่งจะได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพดีน้อย และมีความเสียหายค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เพราะต้นกล้าส่วนหนึ่งจะถูกทำลายโดยด้วงหมัดผัก ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญมากของผักทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะกล้า และเมื่อย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต้นกล้าก็จะช้ำ หรือเหี่ยวเฉาหรือบางต้นอาจเน่าตายไปเลย ทำให้เกษตรกรไทยมีต้นทุนในการเพาะปลูกผักที่สูงมาก

    ก่อนที่จะไปถึงการปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย จะว่าถึงการเตรียมหรือการเพาะต้นกล้าเสียก่อน    

 การเพาะต้นกล้า

                                            ร่อนดินแยกเศษผงขนาดใหญ่ออก 

    เกษตรกรเวียดนามขยันและประณีตมาก ในเรื่องของดินหรืออาจจะเรียกปุ๋ยหมักสำหรับเพาะกล้าก็ว่าได้ เพราะดินเพาะกล้าเป็นดินที่ได้จากการหมักมูลสัตว์ผสมกับเศษพืชผักที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว ขุยมะพร้าวหรือขี้เลื้อย และหรือเศษวัสดุอื่นๆ หมักจนได้ที่แล้วจึงนำมาร่อนด้วยตะแกรงที่มีรูขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร หรืออาจจะใหญ่กว่า เพื่อแยกเอาเศษวัสดุที่มีขนาดใหญ่ออก หรืออาจแยกโดยลักษณะคล้ายๆ กับการแยกกรวดออกจากทรายที่ใช้ในการฉาบปูนสำหรับก่อสร้างก็ได้

กะบะเพาะกล้า

    แล้วจึงนำดินปลูกที่ได้มาใส่ในกะบะโฟมหรือพลาสติคที่มีขายโดยทั่วไป และใช้เครื่องอัดดินที่เกษตรกรคิดดัดแปลงทำขึ้นเอง มีลักษณะการทำงานคล้ายกับตะแกรงปิ้งปลา โดยทำหัวกดที่เป็นทองเหลืองยึดติดอยู่กับแผงไม้ ตามจำนวนรูหรือช่องของกระบะเพาะ
                                               เครื่องกดอัดดินในกะบะเพาะ


 ปุ่มทองเหลืองยึดติดกับแผ่นไม้ด้วยสกูร

    จากนั้นจึงใส่กระบะที่ได้ใส่ดินเพาะที่มีความชื้นที่เหมาะสมแล้ว ลงให้เข้ากับล็อคที่เกษตรกรได้ตั้งไว้แล้ว ซึ่งช่องของกระบะจะตรงกับหัวกดหรือแผ่นกดพอดี และเมื่อกดแท่นหัวอัดลงในกระบะ ดินที่อยู่ในช่องกระบะก็จะถูกกดลงในช่อง โดยการกดต้องไม่กดอัดให้ดินปลูกแน่นจนเกินไป แล้วจึงนำกระบะที่กดดินแล้วออก ก็จะเห็นว่าดินปลูกในกระบะถูกอัดแน่นและมีรูเล็กๆ สำหรับหยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงไป เนื่องจากหัวกดทองเหลืองนี้จะมีปุ่มเล็กๆ คล้ายหัวนมอยู่ตรงปลายด้วย

วางกะบะเพาะให้เข้าล็อกเพื่อให้ตรงกับหัวกด

      กดแท่นกดดินลงบนกระบะเพาะกล้า
ต้นกล้าผักพร้อมปลูก
    จากนั้นจึงนำเมล็ดพันธุ์ผักหยอดลงในรูเล็กๆ ในแต่ละช่องของกระบะ รูละ 1 เมล็ด ซึ่งต้องใช้ความอดทนและความพยายามสูงมาก เมื่อหยอดจนครบทุกช่องแล้ว จึงนำดินปลูกมาโรยปิดหน้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันเมล็ดพันธุ์กระเด็นหรือลอยเมื่อรดน้ำ หลังจากนั้นจึงนำกระบะที่หยอดเมล็ดพันธุ์แล้วไปวางเรียงไว้บนชั้นที่ยกเหนือพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร ในโรงเรือน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืชที่อาจจะกระโดดขึ้นมาที่กระบะเพาะกล้าได้ จากนั้นจึงให้น้ำตามปกติ โดยลักษณะของการให้น้ำต้องเป็นละอองฝอยขนาดเล็ก หากมีละอองฝอยขนาดใหญ่ เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าที่งอกอาจจะเสียหาย เนื่องจากแรงกระแทกของน้ำได้ และเมื่อต้นกล้าผักเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3-4 ใบ จึงนำออกจากกระบะเพาะโดยการให้น้ำก่อนแล้วจึงค่อยๆ เคาะออก ต้นกล้าก็จะหลุดออกมามีลักษณะเป็นแท่งตามรูปทรงของรูในกระบะเพาะ จากนั้นจึงนำไปปลูกในแปลงปลูก วิธีนี้แม้ว่าจะใช้เวลามากแต่เกษตรกรสามารถประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอันมาก และต้นกล้าแข็งแรง ไม่ชะงักหรือเหี่ยวเฉาเมื่อเคลื่อนย้ายลงแปลงปลูก และยังป้องกันความเสียหายของต้นกล้าพันธุ์จากด้วงหมัดผักด้วย
ชั้นวางกระบะเพาะกล้า